วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ยินดีต้อนรับเข้าสู่อำเภอสะเมิง

รู้จักอำเภอสะเมิง

ประวัติอำเภอสะเมิง

เมื่อประมาณ 200 ปี ที่ผ่านมา ระหว่าง พ.ศ. 2250 – 2350 ดินแดนแห่งนี้เป็นป่าใหญ่ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยจตุบาทนานาชนิด และมวลหมู่แมกไม้นานาพันธุ์ซึ่งกาลครั้งนั้นอาณาจักรล้านนาแทบจะลุกเป็นไฟด้วยภัยสงคราม เพื่อแย่งชิงอำนาจระหว่างแว่นแคว้นต่าง ๆ ในราชอาณาจักร การขยายอำนาจของพม่าเป็นการศึกที่สู้รบกันอย่างรุนแรงและยาวนาน ทั้งยังเกิดการจราจลในเมืองเชียงใหม่ สถานการณ์ยุ่งเหยิงวุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง ชาวบ้านเดือดร้อน จึงต่างอพยพหลบหนีภัยสงคราม บ้างหนีเข้าป่าไปตายเอาดาบหน้าชาวไทยลื้อและกะเหรี่ยงได้อพยพหลบหนีภัยสงครามเข้าป่าขึ้นเขามายังดินแดนแห่งนี้ และมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้าน ดงช้างแก้วพวกหนึ่ง อีกพวกหนึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านศาลา และพวกที่สามตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ บ้านแม่สาบ (จากคำบอกเล่าของอาจารย์ไกรศรี นิมมานเหมินทร์ นักโบราณคดีเมืองเหนือ) และไทยลื้อบ้านแม่สาบ อพยพเข้ามาอยู่สะเมิงประมาณ พ.ศ. 2324 คำว่า สะเมิง” ได้กำเนิดขึ้นจากคำว่า สามเมิง” ตามสำเนียงภาษาไทยลื้อ ที่เรียก เมือง” ว่า เมิง” ดังนั้นคำว่า สามเมิง” ตามความหมายก็คือ คำที่มาจากการตั้งถิ่นฐานทั้งสามบ้าน สามเมือง นั่นเอง บางท่านสันนิษฐานว่ามาจากภาษากะเหรี่ยง ซึ่งมีความหมายว่า แสงสว่าง
อำเภอสะเมิง ได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2445 ขึ้นตรงต่อจังหวัดเชียงใหม่ เป็นอำเภออยู่ได้ 35 ปี ทางราชการเห็นว่าอำเภอสะเมิงอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ห่างไกล การคมนาคมไม่สะดวกและการควบคุมดูแลไม่ทั่วถึง จึงยุบฐานะเป็น กิ่งอำเภอสะเมิง” เมื่อ พ.ศ. 2480 และต่อมาได้ยกฐานะเป็น อำเภอสะเมิง” เมื่อเดือนกรกฎาคม 2501จนถึงปัจจุบัน

การเดินทาง


โค้ง7พับ-สะเมิง

หากทุกท่านเดินทางจากตัวอำเภอเมืองเชียงใหม่ สามารถใช้เส้นทางมาสะเมิงได้ 2 เส้นทางคือ
1. ทางเส้นทางหมายเลขทางหลวง 1096 อ.แม่ริม-อ.สะเมิง
2. ทางเส้นทางหลวงหมายเลข 1269 อ.หางดง-อ.สะเมิง
ซึ่งทั้งสองเส้นทางจะใช้ระยะเวลาไก้ลเคียงกัน อยู่ที่ว่าเราอยู่แถวไหนจะไก้ลสุด แต่เส้นทางที่ 2 นั้นโค้งจะน้อยกว่า แต่มีความยากนิดนึงตรงบ้านแม่ขนิน คือทางโค้ง 7 พับ  หนทางอาจจะคดเคี้ยวกว่านิดหน่อย แต่โค้งน้อยกว่าแน่นอน :)

คำขวัญอำเภอสะเมิง

สตรอเบอรี่รสเยี่ยมภูเขาสูงเทียมฟ้า
ดอกไม้พันธุ์นานาบรรยากาศสวิตเซอร์แลนด์

แผนที่ของอำเภอสะเมิง

ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของอำเภอสะเมิง

อาณาเขตติดต่อ

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอแม่วาง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอแม่ริม อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ลักษณะภูมิประเทศ

อำเภอสะเมิง มีพื้นที่ทั้งหมด 1,002 ตารางกิโลเมตร หรือ 626,250 ไร่ พื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและป่าไม้ ประมาณ 80% ของพื้นที่ทั้งหมด เป็นที่ราบ 20% ของพื้นที่ทั้งหมด มีแม่น้ำที่สำคัญ 2 สาย คือ แม่น้ำขานและแม่น้ำสะเมิง พื้นที่การใช้ประโยชน์ของอำเภอสะเมิง เป็นพื้นที่การเกษตร 24,391 ไร่ หรือ ร้อยละ 3.89 ของพื้นที่ทั้งหมด แยกเป็นพื้นที่ปลูกถั่ว 12,184 ไร่ หรือร้อยละ 40.8 ของพื้นที่ การเกษตร พื้นที่ทำสวน 9,769 ไร่ หรือร้อยละ 34.6 ของพื้นที่การเกษตรหรือพื้นที่ทำไร่ 4,223 ไร่ หรือร้อยละ 17.3 ของพื้นที่การเกษตรและ พื้นที่ปลูกซ้ำซ้อนพื้นที่เดิมของพืชสวน 7.1 %

ลักษณะภูมิอากาศ

อากาศเย็นสบายตลอดปี อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 35 องศาเซลเซียส และต่ำสุด 8 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยโดยทั่วไปประมาณ 22 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 114 มม./ปี โดยวัดปริมาณน้ำฝน สูงสุด 166 มม./ปี ต่ำสุดระหว่างเดือน กรกฎาคม – ตุลาคม

ที่เที่ยวแปลกใหม่ ที่ สะเมิง



ถ้ำหลวงแม่สาบ Unseen in สะเมิง

หากพูดถึง ถ้ำหลวงแม่สาบ แล้วเชื่อว่า น้อยคนนักจะรู้จัก หลายๆคนอาจจะย้อนถามอีกด้วยซ้ำว่า สะเมิงมีถ้ำให้เที่ยวด้วยเหรอ  _*_”
สะเมิง นอกจากจะมีความหลากหลาย ทางด้านวัฒนธรรมแล้ว ยังมีความหลากหลายทางด้านภูมศาสตร์อีกด้วย พื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นที่ราบเนินเขา และมีบางส่วนที่เป็นที่เชิงเขา ซึ่งความหลากหลายนี้ เลยทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย อย่างเช่น
ถ้ำหลวงแม่สาบ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านแม่สาบ หากเดินทางจากตัวอำเภอสะเมิง จะใช้เส้นทางบ่อแก้ว-สะเมิง ทางหลวงหมายเลข 1349 ไปทางทิศเหนือห่างออกจากตัวอำเภอสะเมิงไปประมาณ 5 กม. ก็จะเจอป้ายทางเข้าซ้ายมือ ชัดเจน
ปัจจุบัน ถ้ำหลวงแม่สาบ อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติขุนขาน ซึ่งก่อนหน้านี้ เคยมีสำนักสงฆ์ไปตั้งที่อยู่บริเวณปากถ้ำด้วย แต่ทางอุทยานแห่งชาติขุนขาน เกรงว่าจะเกิดความเสียหายทางธรรมชาติ เลยให้ทางสำนักสงฆ์ย้ายออกไป ความงดงาม ภายในถ้ำหลวงแม่สาบ ยังถือว่ามีความสมบรูณ์อยู่มาก ภายในถ้ำยังคงมีหินงอก หินย้อย อยู่มากมาย อากาศภายในถ้ำค่อนข้างเย็น และโปร่งโล่งไม่อึดอัด

ทุ่งข้าวสาลี ที่นี่ ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง

หลายๆคน เมื่อนึกถึงสะเมิง แล้วก็คงจะคิดถึงแต่ สตรอเบอร์รี่แสนหวาน บรรยากาศแสนโรแมนติก อาจจะถูกในระดับหนึ่ง แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า สะเมิงยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกหลากหลายมากๆ มีหลายสถานที่ ที่น่าชวนให้ไปสัมผัสและเที่ยวชม เพื่อเก็บเกี่ยวความสุขกัน อย่างสถานที่นี้ ที่จะขอแนะนำก็คือศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง
ที่นี่นอกจากจะเป็นแหล่งวิชาการให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าวพันธุ์ต่างๆมากมาย นานาชนิดแล้ว ยังเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าว เพื่องานวิจัยพันธุ์ข้าวต่างๆ และยังมีข้าวสาลี ข้าวบาเลย์อีกมากมายหลายชนิดอีกด้วย  พื้นที่ภายในศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง เลยเต็มไปด้วยพื้นที่แปลงเพาะปลูกทดลอง มากมายหลากหลายสายพันธุ์ด้วยกัน และในนี้ยังมีโรงสีข้าว เป็นของตัวเอง พร้อมทั้งมีอาคารต่างๆมากมาย ที่พร้อมจะให้ความรู้เชิงวิชาการต่างๆมากมายเยอะแยะไปหมด
การเดินทาง : หากใช้เส้นทางจาก จ.เชียงใหม่ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1269  แม่ริม – สะเมิง  ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 40 กม. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 ชม. ซึ่งก็ถือว่าไม่ไกลซะทีเดียว  หรือหากใครจะใช้รถโดยสารประจำทางมา ก็สามารถใช้บริการที่คิวรถ อ.สะเมิงใต้-เชียงใหม่ คิวรถจะอยู่ที่บริเวณ ตลาดวโรรส (กาดหลวง) หากไม่แน่ใจลองสอบถามคนพื้นที่ ว่าไปสะเมิงใต้ ขึ้นรถที่ไหน รับรองว่าน่าจะได้คำตอบแจ่มแจ้ง ^^
เมื่อรถมาถึงทางเข้าตัวอำเภอสะเมิง (บริเวณทางแยกป้อม) สังเกตุขวามือจะเห็นป้ายศูนย์วิจัยข้าวสะเมิงเด่นชัดมากๆ และซ้ายมือจะเป็นไร่นิตยา(ไร่ลิ้นจี่) ก็ให้โชเฟ่อร์จอดรถให้ลงได้ (อย่าลืมถามเวลารถกลับเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ด้วยนะครับ) สามารถเดินเข้าไปภายในศูนย์วิจัยข้าวได้เลย จะมีเจ้าหน้าที่ให้เซ็นต์เอกสารเข้าออก ตามระเบียบของศูนย์ฯ เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อย เราก็สามารถเดินชมถ่ายรูปเก็บเกี่ยวภาพสวยๆ บริเวณศูนย์วิจัยข้าวได้เลย

หลังคาสะเมิง “ม่อนอังเกตุ”

ดอยม่อนอังเกตุ ยอดดอยสูง ในเขต อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เส้นทาง ออฟโรด ผ่านขุนเขาสลับ ซับซ้อน และผ่าน หมู่บ้านชาวเขา หลายชนเผ่า ทั้ง กะเหรี่ยง ลีซอ ดอยม่อนอังเกตุ สูงจากระดับน้ำทะเล 1840 เมตร อยู่ในความดูแลของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ปางขุม อ.สะเมิง
ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยว ของอำเภอสะเมิง ที่เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น ในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ด้วยหนทางที่สมบุกสมบัน ท้าทาย ทำให้เหล่าออฟโลด 4WD ทั้งหลาย อยากจะไปพิชิต ม่อนดอยอังเกตุกันสักครั้ง
และเมื่อได้มาเยือน ม่อนดอยอังเกตุ ท่าฮิตที่เป็นท่าโพส เพื่อถ่ายรูป กันก็คือท่าหยิบตะวัน เพราะด้วยความสูงจากน้ำทะเลกว่า 1840 เมตร ระดับนี้ทำให้เหมือนได้อยู่ไก้ลดวงตะวันมากยิ่งขึ้น

แช่น้ำคลายหนาวที่ “น้ำพุร้อนโป่งกวาว”

หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ชื่นชอบการเที่ยวน้ำพุร้อน และมีโอกาสมาเยือนอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่
ขอแนะนำว่าคุณต้องไม่พลาดโอกาสไปเที่ยว “น้ำพุร้อนโป่งกวาว” น้ำพุร้อนที่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่พื้นที่ส่วนใหญ่นั้นถูกโอบล้อมไปด้วยผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 70 กิโลเมตร
น้ำพุร้อนโป่งกวาว ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ น้ำพุร้อนแห่งนี้ได้มีการพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและชื่อของบ่อน้ำพุร้อนก็ถูกตั้งชื่อเหมือนกับชื่อของหมู่บานที่อยู่ใกล้เคียงนั่นคือหมู่บ้านโป่งกวาว โดยนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้ลงไปน้ำแร่อุ่นๆซึ่งมีทั้งห้องส่วนตัวที่สามารถแช่ได้ประมาณ 2 3 คน และ ห้องแช่รวม นอกจากนี้แล้วที่บ่อน้ำพุร้อนยังมีสถานที่พักเตรียมพร้อมไว้ให้นักท่องเที่ยวได้พักในราคาเพียง 1500 บาทต่อคืน และมีบริการเต้นท์ให้ได้พักในราคาประมาณ 260 บาทอีกด้วยค่ะน้ำพุร้อนโป่งกวาว ตั้งอยู่ หมู่ที่ 3 บ้านโป่งกวาว ตำบลสะเมิงเหนือ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจาก อำเภอสะมิงออกไปอีกประมาณ 30 กิโลเมตร